random3.jpg
เมนูหลัก
หน้าหลัก
พระประวัติองค์ต้นราชสกุล
ลำดับราชสกุลทองแถม
ข่าวราชสกุลทองแถม
กิจกรรมราชสกุลทองแถม
บทความ
ห้องฉายหนังฝรั่ง
โครงการพระไตรปิฎกสากล
ติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
สำนักราชเลขาธิการ เครือข่ายกาญจนาภิเษก พระราชพิธีเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ราชกิจจานุเบกษาที่ประกาศล่าสุด
แนะนำเว็บไซต์
เครื่องประดับเพชรแท้ราคาพิเศษ

จำนวนผู้ออนไลน์
เรามี 37 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สถิติจำนวนครั้งที่มีผู้เข้าชม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้212
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้599
mod_vvisit_counterเดือนนี้7651
mod_vvisit_counterตั้งแต่เก็บสถิติ649084
เฟินลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ “รัศมีโชติ”
Share

เฟิน (Ferns) สุดยอดไม้ใบประดับและไม้ตัดใบที่มีใบสีเขียวสดชื่นสวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว  ความหลากหลายของเฟินประกอบกับคุณค่าความโบราณเก่าแก่ของพืชชั้นต่ำที่พัฒนาขึ้นก่อนยุคไดโนเสาร์ครองโลก ทำให้คนไทยนิยมปลูกสะสมเพื่อใช้ประโยชน์จากเฟินกันหลายรูปแบบ ทั้งไม้กระถาง ไม้จัดสวน ไม้ตัดใบ พืชสมุนไพร วัตถุดิบในงานหัตถกรรมและวัสดุปลูกพืชอื่น ๆ ความนิยมของคนไทยที่มีต่อเฟินนี้ดูได้จากความนิยมที่ไม่เคยสร่างซาหรือมีขาขึ้นขาลงดังเช่น ไม้ดอกไม้ประดับชนิดอื่น ๆ

เฟินชนิดที่เป็นประโยชน์และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งทางโครงการหลวงได้ส่งเสริมให้ชาวไทยภูเขาปลูกเป็นการสร้างรายได้กันอย่างกว้างขวางบนดอยต่าง ๆ ทางภาคเหนือเป็นเฟินกลุ่มที่ใช้ตัดใบโดยเฟินตัดใบทางการค้าที่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คือ เฟินใบหนัง (leatherleaf fern) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rumohra adiantiformis เฟินชนิดนี้มีใบที่สวยงาม และมีอายุการปักแจกันนาน ไม่หลุดร่วงง่าย เหมาะที่จะนำไปใช้ประโยชน์เป็นไม้ตัดใบเพื่อทำแห้ง (cut dry) หรือใช้เป็นใบสดร่วมกับดอกไม้ในการจัดแจกัน (cut green)

เฟินใบหนัง เป็นเฟินตัดใบที่ทำรายได้ให้แก่เกษตรกรในประเทศไทยและยังไม่มีเฟินชนิดใดเข้ามาแทนที่ เช่นเดียวกับในหลาย ๆ ประเทศของโลก อย่างสหรัฐอเมริกา (ฟลอริดา) อิสราเอล ไต้หวัน อเมริกากลางและใต้ กัวเตมาลา คอสตาริกา ยังคงปลูกเฟินชนิดนี้เป็นธุรกิจใหญ่ สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาลไม้แพ้ไม้ดอกชนิดอื่น ๆ เพราะในขณะที่มีการใช้ดอกไม้ก็ต้องมีการใช้ไม้ใบเป็นองค์ประกอบ เฟินไม้ประดับที่มีใบสวยงามจึงมีความต้องการใช้อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันเฟินสายพันธุ์ใหม่ ๆ ยังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ในแต่ละประเทศจึงให้ความสนใจต่อการพัฒนาสายพันธุ์เฟินลูกผสม เพื่อสร้างแฟชั่นความหลากหลายและความแปลกใหม่ให้เกิดขึ้นในตลาด สำหรับในประเทศไทยการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์เฟินยังคงมีอุปสรรคในเรื่องของฐานพันธุกรรมที่มีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ จึงต้องอาศัยการนำเข้าเฟินชนิดพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อช่วยในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์เฟินในประเทศไทย

วันนี้ รศ.ม.ล. จารุพันธ์ ทองแถม อาจารย์ประจำภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ริเริ่มก่อตั้งโครงการพัฒนาเฟินของมูลนิธิโครงการหลวง เมื่อปี 2521 ได้กรุณาให้มุมมองและความสำคัญขงการพัฒนาสายพันธุ์เฟินในประเทศไทยพร้อมกับเฟินลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ “รัศมีโชติ” ผลผลิตจากความสำเร็จของการปรับปรุงและพัฒนาสายพันธุ์เฟินในวันนี้

มุมมองเรื่อง “เฟิน” ของ รศ.ม.ล. จารุพันธ์ ทองแถม

เฟินใบหนัง (leatherleaf fern) เป็นเฟินที่มีการใช้กันมาอย่างยาวนาน สำหรับในประเทศไทยผมกับ ดร. อุทัย จารณศรี ให้ความสนใจสั่งเฟินใบหนังจากฟลอริดา มาปลูกที่ดอยปุย จ. เชียงใหม่ จากนั้นจึงเริ่มขยายพันธุ์ และจำหน่ายกล้าพันธุ์ให้กับเกษตรกรชาวไทยภูเขากระจายปลูกในหลายพื้นที่ โดยที่โครงการจะรับซื้อใบสดและนำไปแปรรูป โดยการทำแห้ง และส่งออกไปยังต่างประเทศ

เฟินตัดใบที่มีความสำคัญอีกชนิดหนึ่ง คือ เฟินนาคราช ทั้งชนิดใบละเอียดและใบหยาบ (Davalliadenticulata และ D.solida) ปัจจุบันในหลายประเทศอย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย ใช้กันอย่างกว้างขวาง เฟินนาคราชเป็นเฟินที่มีใบลักษณะอ่อนพลิ้ว แต่มีอายุการใช้งานต่ำกว่าเฟินใบหนังอีกทั้งเฟินชนิดนี้มีการพักตัวในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล จากช่วงฤดูฝนเข้าสู่ฤดูร้อน เฟินนาคราชจะมีการพักตัวยาวนานถึง 6 เดือน ซึ่งมีผลในเชิงการค้า ขณะนี้ผมจึงพยายามหาเฟินตัดใบสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่มีการพักตัวและมีอายุการปักแจกันได้ยาวนานเหมือนกับเฟินใบหนัง และเฟินลูกผสมที่ได้ต้องมีใบที่สวยงาม อ่อนพลิ้วลักษณะดีกว่าเฟินใบหนังและสวยงามคล้ายเฟินนาคราชรวมอยู่ด้วยกัน และที่สำคัญคือเฟินลูกผสมพันธุ์ใหม่มีแนวโน้มที่จะพบในประเทศไทย เหล่านี้เป็นสิ่งท้าทายมากสำหรับผม

การปรับปรุงและพัฒนาสายพันธุ์เฟิน

การปรับปรุงและพัฒนาสายพันธุ์เฟินเป็นหัวใจสำคัญของการได้มาซึ่งสายพันธุ์เฟินใหม่ ๆ อาจทำได้โดยการผสมข้ามสายพันธุ์ หรือเสาะหาเฟินสายพันธุ์ใหม่ที่มีศักยภาพจากป่า ทุกวันนี้ป่าทั้งในประเทศไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และไต้หวันรวมทั้งภูฏานพบเฟินที่มีลักษณะคล้ายกับเฟินในสกุล Rumohra แต่ต้องนำมาปรับปรุงและพัฒนาสายพันธุ์พร้อมทั้งคัดเลือกให้ได้สายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติที่ดีเช่นเดียวกับเฟินใบหนังในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามความหลากหลายของสายพันธุ์เฟินยังเปิดโอกาสให้เราศึกษาได้อีกมากมาย

นอกจากเฟินตัดใบไม้ประดับเศรษฐกิจดังกล่าวมาแล้ว เฟินกระถางซึ่งเป็นไม้ประดับสำหรับตกแต่งบ้านจัดสถานที่ก็ยังมีสายพันธุ์อีกมากมายเช่นกัน สำหรับเฟินกระถางในบ้านเรามีอยู่หลายสกุล เช่น สกุลก้านดำ สกุลข้าหลวง สกุลใบมะขาม สกุลกูดดอย และสกุลกูดต้น (cyathea) เป็นเฟินที่มีต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ กระจายอยู่ตามเขตภูเขาในป่าเขตร้อนทั่วโลก มักพบได้ในป่าดิบที่มีความชุ่มชื้นสูง เฟินสกุลนี้มีลำต้นเดี่ยว เหง้าเป็นแท่งตั้งสูง มองดูคล้ายไม้ยืนต้น (ต้นมะพร้าว) มีใบเป็นพุ่มที่ยอดต้นตลอดลำต้นปกคลุมด้วยรากมากมาย สวยงามสง่า ซึ่งหลาย ๆ ประเทศให้ความสำคัญกับเฟินกระถางมาก เช่น ในประเทศฮอลแลนด์ มีบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญและมุ่งเน้นการพัฒนาสายพันธุ์เฟินกระถางอย่างเป็นระบบ  เช่นเดียวกับประเทศอินโดนีเซียที่มีการผลิตเฟินพร้อมทั้งงานวิจัยในแต่ละสายพันธุ์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องเกิดขึ้นในบ้านเรา หากยังไม่มีการพัฒนาก็คงต้องนำพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาขยายพันธุ์เหมือนทุกวันนี้...รศ.ม.ล.จารุพันธ์ กล่าว...

“รัศมีโชติ” เฟินกระถางในสกุล Blechnum ซึ่งในบ้านเรามีไม่กี่ชนิด ได้รับการผสมข้ามพันธุ์ และปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นเฟินกระถางที่มีความสวยงาม สูงใหญ่และโชว์ความโดดเด่น สามารถปลูกได้ทั้งในกระถางและลงดินเพื่อการจัดสวน ซึ่งรายละเอียดของ “เฟินรัศมีโชติ” เฟินกระถางสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งได้รับความกรุณาอนุเคราะห์ข้อมูลจาก รศ.ม.ล. จารุพันธ์ ทองแถม ไว้ดังนี้

เฟินรัศมีโชติ
เฟินลูกผสมข้ามชนิดระหว่าง Blechnum gibbum x Blechnum brasiliense
ของมูลนิธิโครงการหลวง

 

ลักษณะทั่วไปของสกุล Blechnum

เฟินสกุลกูดดอย (Blechnum) อยู่ในวงศ์ (Family) Blechnaceae พบทั่วโลกโดยมีกว่า 200 ชนิด พืชในวงศ์นี้มีลำต้นตั้งตรง มักไม่สูงนัก ค่อนข้างอ้วนล่ำ โดยเฉพาะในสกุล Brainea มีใบประกอบแบบขนนก ใบจัดเรียงตัวเวียนเป็นวงสู่ยอด โคนก้านใบถูกปกคลุมด้วยเกล็ด ก้านใบบางชนิดมีเกล็ดและมีท่อลำเลียงมากมายเฟินในสกุลนี้มีทั้งชนิดที่มีใบสร้างอับสปอร์รูปร่างคล้ายหรือต่างจากใบที่ไม่สร้างอับสปอร์ ใบย่อยมีขอบเรียบหรือเป็นฟันเลื่อยละเอียด (2)

กูดดอยสกุล Blechnum พบมากในซีกโลกใต้ เช่น นิวซีแลนด์ แต่สำหรับในประเทศไทยพบเพียง 3 ชนิด (3) ซึ่งเฟินป่าของประเทศไทยดังกล่าวยังมิได้มีการพัฒนาพันธุ์และใช้ปลูกประดับกันน้อยมาก แต่สำหรับทั่วโลกแล้วนักปลูกเฟินเป็นไม้ประดับต่างรู้จักเฟินสกุลนี้ดี และมีหลายชนิดได้รับการปลูกเลี้ยงในเชิงการค้า

อุปกรณ์และวิธีการ

เฟินลูกผสมพันธุ์ใหม่ล่าสุดของประเทศไทยได้มาจากงานทดลองผสมข้ามชนิด (interspecific cross) ระหว่างกูดดอยนิวคาลิโดเนีย (New Caledonia Dwarf tree fern: Blechnum gibbsum) เข้ากับกูดดอยบราซิล (Brazilian tree fern: Blechnum brasiliense) โดยเก็บสปอร์จากต้นแก่ที่สมบุรณ์อายุประมาณ 5 ปี มาเพาะแบบจับคู่ผสม (paired spore cultures) โดยใช้ peat moss เป็นวัสดุเพาะภายในกล่อง clear polyvinyl chloride ปิดผลึกกันอากาศเข้า-ออก ได้รับแสงสว่าง 15-20 เปอร์เซ็นต์ อุณหภูมิระหว่างเพาะอยู่ในช่วง 15-18 องศาเซลเซียสสำหรับกลางคืน และ 25-27 องศาเซลเซียสสำหรับกลางวัน

สปอร์กูดดอยชนิดที่นำมาผสมข้ามคือทั้ง B.gibbum และ B.brasiliense ใช้เวลาในการงอกของสปอร์ตั้งแต่ + 14 วัน และพัฒนาไปเป็นใบเทียม (prothallus stage) + 50 วัน และเข้าสู่ระยะเกิดใบจริง (sporophyte stage) เมื่ออายุ + 100 วัน หลังการหว่านสปอร์ จากนั้นจะพร้อมส่งตลาดได้เมื่ออายุประมาณ 8-9 เดือน (ข้อมูลจากโครงการพัฒนาเฟิน สถานีวิจัยดอยปุย มูลนิธิโครงการหลวง มิถุนายน พ.ศ.2547)

ที่มาของชื่อเฟินสายพันธุ์ใหม่ของประเทศไทย

เฟินลูกผสมใหม่ล่าสุดของโครงการหลวงนี้ได้รับการพระราชทานนามอันเป็นมงคลยิ่งจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารว่า “รัศมีโชติ” ตามพระนามพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ โดยองค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวงได้โปรดดำเนินการขอพระราชานุญาตดังกล่าว

เฟินที่ใช้เป็นพ่อ-แม่พันธุ์

เฟินที่ใช้เป็นพ่อ-แม่พันธุ์ได้ผ่านการคัดเลือกมาจากต้นพันธุ์ซึ่งปลูกอยู่ที่โครงการพัฒนาเฟิน สถานีวิจัยดอยปุย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จังหวัดเชียงใหม่ (ระดับ1,200 เมตร) ลักษณะประจำพันธุ์ของเฟินสกุล Blechnum ทั้ง 2 ชนิดมีดังนี้

ลักษณะพ่อ-แม่ (Parent Charachteristics)

1. กูดต้นแคระนิวคาลิโดเนีย (New Calidonia Dwarf Tree Fern: Blechnum gibbum)

กูดต้นแคระเมื่อเติบโตเต็มที่จะพัฒนาสร้างลำต้นสูงปานกลางคือประมาณ 30-70 ซม. (12-28 นิ้ว) เรือนยอดมีใบที่แตกแขนงเป็นใบย่อยเล็กละเอียด ใบย่อยสีเขียวอ่อนตัดกับใบแก่สีเขียวคล้ำ ใบที่สร้างอับสปอร์มี 2 แบบ ลำต้นแก่มีขนสีด และขนนี้เกิดตามโคนก้านอีกด้วย ใบที่สร้างอับสปอร์ตามปกติจะแคบกว่าใบย่อยที่ไม่สร้างอับสปอร์ เฟินชนิดนี้มีถิ่นเดิมอยู่ในนิวคาลิโดเนียและหมู่เกาะทะเลใต้ (5) เฟินชนิดนี้มีการเจริญเติบโตดีจึงเหมาะแก่การปลูกในภาชนะขนาดใหญ่

กูดต้นแคระนิวคาลิโดเนียหรือกูดดอยใบมันมีใบเป็นสองแบบ โดยใบย่อยที่สร้างอับสปอร์จะมีขนาดเล็ก ใบย่อยแคบกว่าใบที่ไม่สร้างอับสปอร์อย่างเด่นชัด

2. กูดดอยบราซิล (Brazilian Tree fern: Blechnum brasiliense)

เป็นเฟินที่เมื่ออายุมากการพัฒนาลำต้นจะสั้นแต่กว้างอย่างเห็นเด่นชัดโดยมีขนสีดำหรือน้ำตาลปนดำปกคลุมยอดแผ่กว้าง ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ใบเรียงตัวกันจนดูเป็นรูปแจกันหรือตะกร้า ก้านใบอ้วนแต่เปราะหักง่าย ใบที่สร้างอับสปอร์และใบที่ไม่สร้างอับสปอร์ดูคล้ายกัน เฟินชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์อยู่ในกัวเตมาลา เอกวาดอร์ เปรู และบราซิล (5)

จากกฎระหว่างชาติของการตั้งชื่อพืชปลูก (บทที่ 19) กล่าวว่า ลูกผสมข้ามระหว่างชนิดใดก็ตามจะต้องมีชื่อพันธุ์ต่อท้ายชื่อลูกผสมนั้น แม้ว่าจะมีเพียงต้นลูกผสมเดียวโดด ๆ ก็ตาม (4) ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องตั้งชื่อพันธุ์ไว้ด้วยดังนี้

Blechnum x rasmijoti cv. The Royal Project, Thong cv. nov.

ลักษณะทางพืชสวน การเจริญเติบโตและพัฒนาการ

เฟิน “รัศมีโชติ” จัดเป็นเฟินที่มีการเจริญเติบโตโดยระบบรากจะหาอาหารอยู่ในดิน จัดเป็นเฟินขนาดปานกลางลำต้นชูตั้งตรงทำให้ดูคล้ายต้นไม้ขนาดเล็ก ระบบท่อลำเลียงแบบ dictyostele vascular system ผิวลำต้น โคนใบมีขนปกคลุม ขนสีน้ำตาลปนถึงสีดำ ขนมีขอบเรียบขนานเป็นมัน ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ก้านใบสั้นเพียง 1.5-2.0 ซม. ตัวแผ่นใบยาวประมาณ + 70 ซม. กว้าง + 30 ซม. ใบย่อยเกือบไม่มีก้าน ขอบใบเรียบ ขอบขนาน จำนวนใบย่อยประมาณ 40 คู่ เนื้อใบหนาคล้ายหนัง ใบที่มีอับสปอร์มักมีขนาดเล็กแคบกว่าใบที่ไม่สร้างอับสปอร์ สปอร์สีน้ำตาล

ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงกล้าลูกผสมเฟิน “รัศมีโชติ” จำนวน 54ต้น ซึ่งเกิดจากการเพาะสปอร์ในปี พ.ศ. 2545 และมีความผิดเพี้ยนปรากฏให้เห็นแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มตามสีใบอ่อน

ลักษณะอันโดดเด่นของเฟินกูดดอยลูกผสมพันธุ์ใหม่

จากตารางเปรียบเทียบลักษณะทางสัณฐานวิทยาของกูดดอย 3 ชนิดที่อายุ 2 ปี (หลังจากแยกต้นอ่อนปลูกลงกระถางเดี่ยว) พบว่า กูดดอยลูกผสมมีความสูงลำต้นใกล้เคียงกับกูดดอยนิวคาลิโดเนีย หรือกูดดอยใบมัน (B. gibbum) แต่ให้ความสูง (stem hight) และความกว้าง (stem diameter) เหนือกว่ากูดดอยบราซิล (B. brasiliense) อย่างเด่นชัด นับว่ากูดดอยลูกผสมพันธุ์ใหม่มีความแข็งแรงทางสรีระโดดเด่นมาก (hybrid vigor) โดยเฉพาะเรื่องของความกว้างลำต้นนี้กูดดอยลูกผสมมีความใหญ่กว่าทั้งกูดดอยที่เป็นต้นพ่อ-แม่อย่างเด่นชัด (ตารางที่ 1) ในด้านจำนวนใบ ความกว้างทรงพุ่ม และความยาวใบพบว่า กูดดอยลูกผสมให้ค่ากึ่งกลางระหว่างต้นที่ 40 คู่ นับว่าใกล้เคียงกับพ่อแม่พันธุ์เช่นเดียวกับลำต้น และก้านใบมีขน (scale) สีดำขึ้นปกคลุมทำให้ดูเก่าแก่แปลกตาคล้ายต้นเฟินโบราณ

ตารางที่ 1 เปรียบเทียบลักษณะเฟินกูดดอย 3 สายพันธุ์ อายุ 2 ปี (หลังแยกกล้าปลูก)

- เริ่มผสมพันธุ์และเพาะสปอร์ 10 กุมภาพันธ์ 2545

- เริ่มแยกกล้าและคัดพันธุ์ 25 ธันวาคม 2545

ลักษณะโดยทั่วไป

กูดดอยใบมัน

กูดดอยบราซิล

กูดดอยลูกผสม

ลักษณะต้น

- ความสูง

- เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น

ลักษณะใบ

- จำนวนใบต่อต้น

- ความกว้างทรงพุ่ม

- ความยาวใบ

- ลักษณะใบ

 

40 ซม.

4 ซม.

 

30-40 ใบ

20 ซม.

50 ซม.

- ใบประกอบแบบขนนก

- จำนวนใบย่อยประมาณ 40 คู่

- ใบย่อยแต่ละใบเรียงตัวกันแน่น

- ใบอ่อนและเส้นกลางใบมีสีเขียว

- ก้านใบมีขนสีดำปกคลุม

 

10 ซม.

5 ซม.

 

15 ใบ

120 ซม.

95 ซม.

- ใบประกอบแบบขนนก

- จำนวนใบย่อยประมาณ 30 คู่

- ใบย่อยแต่ละใบเรียงตัวห่างกันประมาณ 5 มม.

- ใบอ่อนและเส้นกลางใบมีสีแดงอ่อนจนถึงสีแดงเข้ม

- ก้านใบมีขนสีดำปกคลุม

 

35 ซม.

6.5 ซม.

 

25 ใบ

100 ซม.

70 ซม.

-ใบประกอบแบบขนนก

- จำนวนใบย่อยประมาณ 30 คู่

-ใบย่อยแต่ละใบเรียงตัวกันแน่น

- ใบอ่อนและเส้นกลางใบมีสีเขียวอ่อนอมน้ำตาล-สีชมพูและสีน้ำตาลอมเขียว

- ก้านใบมีขนสีดำปกคลุม

               

 

สรุปลักษณะดีเด่นของกูดดอยลูกผสมในแง่มุมทางพืชสวน

1. ลำต้นสูงเป็นลำ (trunk) คล้ายกูดดอยนิวคาลิโดเนีย แต่อวบอ้วนกว้างใหญ่กว่าทั้งพ่อ-แม่พันธุ์ และมีแนวโน้มว่าจะเติบตสูงกว่าอีกด้วย

2. ลักษณะใบย่อยคล้ายกูดดอยบราซิล แต่การเรียงตัวของใบย่อยจะแน่นคล้ายกูดดอยนิวคาลิโดเนีย ซึ่งดูงดงามเป็นสง่าหากใช้ปลูกตกแต่งสถานที่หรือเป็นไม้กระถาง

3. ก้านใบมีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับ B. brasiliense แต่เหนียวแน่นแข็งแรงกว่า B. gibbum

4. การเจริญเติบโตโดยรวม (overall appearances) ดีกว่าทั้งกูดดอยที่เป็นพ่อ-แม่พันธุ์

5. กล้า (ต้นอ่อน) ลูกผสมข้ามชนิดเมื่อเติบโตขึ้นให้สีใบอ่อนต่างกันเป็น 3 พันธุ์คือ พันธุ์ที่มียอดสีชมพู พันธุ์ที่มียอดสีแดง และพันธุ์ที่มียอดสีเขียวอ่อน นับว่าให้คุณค่าความหลากหลายแก่ต้นลูกผสมซึ่งจะเป็นไม้ใบประดับที่มีอนาคตอย่างสดใสแน่นอน

                แม้ผลการตรวจ DNA fingerprint ลูกผสมด้วยวิธีการจะยังไม่เสร็จ แต่จากการศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยาของเฟิน “รัศมีโชติ” แสดงให้เห็นว่าเฟินชนิดใหม่นี้ขยายพันธุ์ต่อโดยการเพาะสปอร์หรือทำการผสมพันธุ์ได้โดยวิธีการใช้เพศ ด้วยเหตุนี้จึงอาจจะนับว่าเป็นลูกผสมที่แท้ (true hybird) ได้ การพิสูจน์ลูกผสมทางอ้อมอีกวิธีที่นิยมปฏิบัติคือ การเปรียบเทียบลูกผสมที่สงสัยกับลักษณะสัณฐานวิทยาของพ่อ-แม่ โดยดูลักษณะที่อยู่ก้ำกึ่งระหว่างพ่อ-แม่ โดยดูลักษณะที่อยู่ก้ำกึ่งระหว่างพ่อ-แม่ ซึ่งจะช่วยยืนยันได้เช่นกัน (3)

ประโยชน์ด้านนอกเหนือจากด้านไม้ประดับ

ชาวสุมาตราพื้นเมืองเรียกชื่อเฟินสกุลนี้ (B. orientale) ว่าเฟินตะขาบหรือป่ากูลิพัน (Paku lipan) ทั้งนี้เพราะพวกเขาดูดจากลักษณะรูปทรงและสีสันของใบอ่อนที่ขดม้วนเป็นวง อย่างไรก็ตามชาวสุมาตราพื้นเมืองกินใบอ่อนที่ขดม้วนเป็นวง อย่างไรก็ตามชาวสุมาตราพื้นเมืองกินใบอ่อนนี้เป็นผักลวก และคนจีนใช้รากใต้ดินปรุงประกอบเป็นพืชสมุนไพร นอกจากนี้ชาวมาเลย์ใช้เป็นยาบำบัดอาการบวมน้ำใต้ผิวแห้ง (dropsv) และเชื่อกันว่าสามารถขับไล่พยาธิรูปร่างคล้ายตะขาบที่ฝังอยู่ในตับได้ด้วย แสดงให้เห็นถึงความเชื่อของคนโบราณเหล่านี้มีสมุหฐานสำคัญจากความสัมพันธ์ของคุณสมบัติและรูปร่างของพืช (Burkill, 1965)

ลักษณะเด่นของกูดดอยลูกผสม

1. มีลักษณะลำต้นสูงเป็นลำคล้ายกูดดอยใบมัน แต่ลำต้นใหญ่กว่ากูดดอยบราซิล

2. ลักษณะใบย่อยคล้ายกูดดอยบราซิล แต่การเรียงตัวของใบย่อยแน่นคล้ายกูดดอยใบมัน

3. ลักษณะใบมีความกว้างและความยาวคล้ายกูดดอยบราซิล

4. การเจริญเติบโตมีลักษณะดีกว่ากูดดอยบราซิลและกูดดอยใบมัน

เอกสารอ้างอิง

1. Burkill, I.H. 1965. A Dictionary of the Economic Products of the Malay PeninsulaVol. I(A-H). Art Printing Works Kuala Lumpur.

2. Holtum, R.E. 1968. A Revised Flora of Malay Peninsular Vol. 2, Ferns Government Printing Office, Singapore.

3. Hoshizaki, Babara Joe. 1976. Fern Growers Manual Alfred A. Knopf, Newyork.

4. Hoshizaki, Babara Joe. 1975. A Staghorn Fern (Platycerium Hybrid) American Fern Journal Vol. 65 No. 4.

5. Hoshizaki, Babara Joe and Robbin C. Moran. 2001. Fern Grower’s Manual (Revised and Expanded Edition) Timber Press, Inc. Oregon, U.S.A.

6. Jones, David L. 1987. Encyclopaedia of Ferns. Timber Press, Portland, Oregon, U.S.A.

7. Piggott, A.G. 1988. Ferns of Malaysia in Color Tropical Press, SDN. BHD. Malaysia.

8. Tagawa, M. and K. Iwatsuki. 1985. Flora of Thailand Vol. 3 Part Phonphan Printing Company Ltd. Bangkok.

(ที่มา : วารสารเคหการเกษตร. ปีที่ 30 ฉบับที่ 5 หน้า 215-223 เดือนพฤษภาคม 2549)

 
© 2014 เว็บไซต์ราชสกุลทองแถม
Joomla! is Free Software released under the GNU General Public License.
fbPixel